พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ของไทยรับรองลายเซ็นดิจิทัลที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรองที่ได้รับอนุญาต แต่ในชีวิตประจำวัน คนไทยแทบไม่ได้ใช้อีเมลเข้ารหัสแบบ PGP เลย — ปัญหาเดียวกันคือ "ส่งข้อความลับโดยไม่ต้องแลกกุญแจล่วงหน้า" ถูกแก้ไปแล้วด้วยแอป LINE ที่มีการเข้ารหัสในตัวและซ่อนขั้นตอนแลกกุญแจไว้เบื้องหลังทั้งหมด
คู่กุญแจ: สาธารณะและส่วนตัว
ต่างจากการเข้ารหัสแบบสมมาตร (เช่น AES) ที่กุญแจเดียวเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล PGP ใช้คู่กุญแจที่เชื่อมโยงกันทางคณิตศาสตร์ กุญแจสาธารณะแจกจ่ายได้อย่างอิสระ — ใครก็ตามใช้มันเข้ารหัสข้อความที่มีไว้สำหรับคุณเท่านั้น และมีเพียงกุญแจส่วนตัวที่ตรงกัน ซึ่งไม่เคยออกจากอุปกรณ์ของคุณ เท่านั้นที่ถอดรหัสได้
ทำไมแอปแชตถึงชนะอีเมลเข้ารหัสในชีวิตจริง
จุดอ่อนของ PGP ในทางปฏิบัติคือผู้ใช้ต้องเผยแพร่กุญแจสาธารณะของตัวเองและตรวจสอบกุญแจของอีกฝ่ายด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย แอปอย่าง LINE แก้ปัญหาการแลกกุญแจแบบเดียวกันโดยอัตโนมัติ ทำให้การเข้ารหัสแบบ end-to-end กลายเป็นค่าเริ่มต้นโดยผู้ใช้ไม่ต้องเข้าใจว่ากุญแจสาธารณะคืออะไรเลย
ลายเซ็นดิจิทัล — แนวคิดเดียวกันแต่กลับด้าน
เพื่อเซ็นชื่อข้อความ ผู้เขียนแฮชเนื้อหาแล้วเข้ารหัสแฮชนั้นด้วยกุญแจส่วนตัวของตัวเอง ใครก็ตามสามารถตรวจสอบลายเซ็นด้วยกุญแจสาธารณะของผู้เขียนได้ — การตรวจสอบที่สำเร็จยืนยันว่าข้อความถูกสร้างโดยเจ้าของกุญแจส่วนตัวจริง ๆ และไม่ถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลัง
ทำไมต้องใช้สิ่งนี้ ทั้งที่มีแอปแชตอยู่แล้ว
- เข้ารหัสข้อความหรือไฟล์ลับสำหรับผู้รับโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนความลับล่วงหน้า ซึ่งแอปแชตไม่ได้ครอบคลุมส่วนนี้
- เซ็นชื่อรุ่นเผยแพร่ซอฟต์แวร์หรือ commit เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของผลงาน
- ตรวจสอบความแท้จริงของอีเมลหรือไฟล์ที่มีลายเซ็นจากภายนอก
Web of Trust แทนที่เซิร์ฟเวอร์ของแอปเดียว
แอปแชตซ่อนการแลกกุญแจทั้งหมดไว้หลังเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง PGP ทำตรงกันข้ามอย่างตั้งใจด้วย "ใยแห่งความเชื่อถือ" (Web of Trust): ผู้ใช้ลงนามในคีย์สาธารณะของกันและกันเอง เพื่อยืนยันว่าได้ตรวจสอบด้วยตนเองแล้วว่าคีย์นั้นเป็นของใคร ความน่าเชื่อถือต่อคีย์ที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นผ่านห่วงโซ่ลายเซ็นระหว่างผู้คนที่คุณเชื่อถืออยู่แล้ว ไม่ใช่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเดียว